วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

ชวนน้องๆๆเรียน English

เรียนอังกฤษกันค่ะ

เรียน Tense กันจ้าๆๆๆ

เรียนอย่างไรให้สนุก???

มีวิธีเรียนให้สนุกอยู่หลายวิธีค่ะ
 ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนว่าจะรู้สึกสนุกกับวิธีแบบไหน
 วันนี้ขอแนะนำวิธีลองไปปรับใช้ดูนะคะ


           1.ทลาย ตัวปิดกั้นสติ ปัญญา คือ  ขจัดอาการเครียด ท้อแท้ คาดหวัง กับวิชาเรียน คาดหวังกับเกรด ด้วยการ  ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารดีๆ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายมากๆ (เสมือนการดีท็อกซ์จิตใจหน่ะค่ะ) ดูหนัง ฟังเพลง  ทำแต่พอประมาณ
            
           2.เมื่อรู้สึกว่า ปลอดโปร่ง สดชื่น โล่งสบายทั้งกายและใจ แล้ว ก็เริ่มตั้งสติ  ทบทวนตัวเองดูว่า เราเป็นผู้ที่สามารถควบคุมตัวเอง ให้มีสติ ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าน้อยก็ฝึกให้มากขึ้น วิธีฝึกสติ ก็มีมากมาย (สติ คือ การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนกระทั่งไม่เกิดความสงสัยในสิ่งนั้นแล้ว)
             

             3.เมื่อรู้จักควบคุมสติแล้ว  ให้ตั้งใจในเวลาเรียน ตั้งใจฟังอาจารย์  เมื่อสงสัยก็ให้ถาม อย่าเก็บความสงสัยไว้ เพราะจะทำให้สะสม หมักหมม และกลายเป็นมลภาวะทางจิต และปัญญา และเกิดอาการเซ็ง เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ขึ้นมาอ่าน
           
             4.แบ่งเวลาให้ชัดเจน ว่าแต่ละวันจะทำอะไร ในส่วนที่เหมาะสมกับสถานภาพปัจจุบันของตัวเอง เช่น อยู่ในวัยเรียน ก็ต้องให้เวลากับการเรียน การทบทวน การค้นคว้า มากกว่าการ กิน เล่น เที่ยว คุยโทรศัพท์            
               5.กำหนดเป้าหมาย รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี  และเป้าหมายสูงสุดในชีวิต แล้วค่อยๆ ทำไปทีละเล็กละน้อย วันไหนทำสำเร็จตามเป้าหมายก็ให้กำลังใจตัวเอง ว่า "ไชโย! ชนะตัวเองแล้ว"
ก็ขอแนะนำไว้เบื้องต้นเท่านี้ ถ้าเห็นว่าพอจะทำได้ก็ลองดูนะคะ 
                                                    Grin Cheesy Wink Smiley
 

วิธีเรียนให้สนุก         
วิธีสร้างพลังแห่งการเรียน
            
ให้ความสำคัญกับหนังสือเรียน    
             
       การเรียนควรเริ่มต้นจากการสำรวจว่า   ตนเองชอบเรียนอะไร  เก่งวิชาไหน  อ่อนวิชาไหน  เมื่อรู้จุดอ่อนของตัวเองแล้วก็ค่อย ๆ ปรับปรุงแก้ไข  การเรียนโดยไม่อ่านหนังสือเรียนก็เปรียบเสมือนการว่ายนำโดยไม่อบอุ่นร่างกายก่อน  การอบอุ่นร่างกายก่อนลงน้ำจะทำให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิของน้ำได้  เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือเรียนก่อนเข้าเรียน  จะทำให้เราเข้าใจเนื้อหาและส่วนสำคัญของบทเรียนได้เร็วขึ้น
             
     การเรียนควรเข้าใจเนื้อหาในหนังสือเรียนให้ลึกซึ้ง เราต้องอ่านหนังสือเรียนก่อนจึงจะรู้ว่าควรทบทวน   เรื่องอะไร  และทำให้รู้แนวข้อสอบ  แต่มีนักเรียนจำนวนมากที่ให้ความสำคัญกับการตอบคำถูกเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจว่าคำถามนั้น ๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร  ดังนั้นหากวิเคราะห์เนื้อหาในหนังสือเรียน  ลองตั้งคำถามหรือเก็งข้อสอบแล้วตอบคำถามด้วยตนเอง จะช่วยให้การเตรียมตัวสอบได้ผลดี
       แล้วเพื่อนๆมีเทคนิคหรือวิธีเรียนอย่างไรให้สนุกและไม่เครียดบ้างไหมคะ?
อ้างอิงhttp://www.dek-d.com/board/view.php?id=1437628
                                       ***************************************

เกร็ดน่ารู้ๆๆ

ประโยชน์ดีๆ ของการอาบน้ำ
http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/105917.jpg

การ อาบน้ำหลังเสร็จสิ้นภารกิจจากการออกรอบนี่ควรถือเป็นมารยาทสากลอย่างหนึ่ง ของนักกอล์ฟเลยนะครับ ไม่ใช่กฏกติกาแต่เป็นเพียงมารยาทโดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตก ซึ่งแม้อากาศจะหนาวแต่ถ้าเล่นในสนามไพรเวท คลับชั้นดี หรือเพื่อนร่วมก๊วนเป็นสุภาพสตรี เป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาในสังคมที่ต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารในคลับเฮ้าส์ด้วย ก็ควรอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดสะอ้านเสียก่อนจะดีกว่า
สำหรับในบ้านเรา ช่วงนี้อากาศร้อนอบอ้าว เข้าสู่ฤดูคิมหันต์บวกวสันต์เป็นครั้งคราว ยิ่งทำให้เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะน่ารำคาญยิ่งนัก ถ้าได้อาบน้ำชำระเหงื่อไคลออกไปเสียบ้าง ก็จะดีเป็นที่สุด ท่านจะได้นั่งรับประทานอาหาร ฟังเพลงได้อย่างสบายอกสบายใจ


การอาบน้ำชำระร่างกายมีประโยชน์มากมายหลายประการ ได้แก่



ประการแรก การ อาบน้ำทำให้ร่างกายสะอาดขึ้น น้ำและสบู่จะช่วยกำจัดและลดจำนวนแบคทีเรียลง มีการทำการทดลองในทีมนักกีฬาฟุตบอล โดยการนับจำนวนแบคทีเรียจาก SWAB ที่ป้ายมาจาก 3 ตำแหน่งของร่างกาย คือ บริเวณรักแร้ ขาหนีบ และง่ามนิ้วเท้า ก่อนและหลังการอาบน้ำหลังจากจบเกมแล้ว ปรากฏว่า จำนวนแบคทีเรียลดลงกว่า 50% ในทุกตำแหน่งประการที่สอง การอาบน้ำเป็นการกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ กลิ่นเต่าหรือกลิ่นตัว เกิดจากเหงื่อไคลที่หมักหมมกับแบคทีเรียมาเป็นเวลา 4-5 ชั่วโมง ยิ่งนานกลิ่นยิ่งแรง แต่บางคนไม่รู้สึกเพราะชินกับกลิ่นตัวเอง แต่กลับไปสะอิดสะเอียนกับคนข้างๆตัวแทน น้ำและสบู่จะช่วยชำระล้างสิ่งที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นที่น่ารังเกียจเหล่านี้ ลงได้อย่างมั่นใจ
ประการที่สาม น้ำช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายลง หลังจากการออกกำลังกายมาถึง 18 หลุม รวมทั้งความร้อนจากแสงแดดที่ร่างกายและผิวหนังรับเอามาระหว่างการเดิน 7-8 กิโลเมตร ทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น การอาบน้ำจึงเป็นการลดอุณหภูมิความร้อนของร่างกายลง ร่างกายจึงกลับมาเย็นสบาย
ประการที่สี่ การอาบน้ำจะทำให้ร่างกายหายเหนื่อยหายเพลีย หลังจบหลุม 18 แล้ว ร่างกายของนักกอล์ฟจะกระปลกกระเปลี้ย เพราะทั้งหมดแรงและเมื่อยล้า ทำให้อ่อนเพลียและง่วงซึม แต่พอร่างกายได้สัมผัสน้ำอุ่นๆซู่แรกเท่านั้น อาการดังกล่าวจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง ร่างกายจะกลับกระชุ่มกระชวยหายเหนื่อยหายเพลียเกือบจะทันที
ประการสุดท้าย เมื่อ อาบน้ำเสร็จแล้ว ร่างกายสะอาด ปราศจากกลิ่น เย็นสบาย หายร้อน และหายเหนื่อยเมื่อยล้า จิตใจก็จะสดชื่น อารมณ์ก็จะดี มองโลกสดใสขึ้นมาทันที นักกอล์ฟจะสังสรรค์ได้อย่างเป็นสุข สนุกสนาน เจริญอาหาร เรียกว่าอาหารดี ดนตรีไพเราะ ถึงจะไม่ได้รางวัลใหญ่ก็กลับบ้านด้วยความสบายใจ ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้นักกอล์ฟทุกท่านรักษามารยาทด้วยการอาบน้ำหลังออกรอบ กันด้วยนะครับ นอกจากจะมีธุระด่วนจริงๆ ในบางครั้งก็ไม่ว่ากัน




ที่มา ThaiHealth

เคล็ดลับการอาบน้ำเพิ่มความงาม


 


การอาบน้ำ สามารถเรียกความสดชื่นของคุณกลับคืนมาได้ทันที เราจะรับรู้ได้ถึงความผ่อนคลาย
แถมอารมณ์ก็แจ่มใสขึ้นด้วย แต่การอาบน้ำเพื่อการพักผ่อนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ
คือ อุณหภูมิของน้ำ, น้ำมันหอมระเหย, อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์เสริมต่างๆ
ทั้งนี้ อย่าลืมเรื่องอุณหภูมิของน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักด้วย


น้ำร้อน     น้ำที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 39 องศา จะทำความสะอาดร่างกายได้ดีที่สุด เพราะความอุ่นจะเข้าไปเปิดรูขุมขน ทำให้ผิวหายใจได้มากขึ้น ยิ่งถ้าได้อาบน้ำอุ่นก่อนนอนจะทำให้นอนหลับสบาย  แต่ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัดๆ หรืออาบน้ำร้อนนั้นบ่อยครั้งนัก และไม่ควรอาบนานเกิน 10-15 นาที เพื่อป้องกันผิวแห้งจากการสูญเสียน้ำมันบนผิวหนัง ยังทำให้หัวใจต้องทำงานมากขึ้นในการขยายเส้นเลือดเพื่อจะช่วยให้ร่างกายเย็นลง

น้ำเย็น     การอาบน้ำเย็นจะทำให้เป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ เพราะความเย็นของน้ำจะทำให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนังได้มากขึ้น ทำให้เกิดการหมุนเวียนได้ดี อุณหภูมิของน้ำที่ 21-27 องศาเซลเซียส จะทำให้ผิวเย็นสบาย สดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย ปลุกเร้าประสาทสัมผัส ทำให้กล้ามเนื้อสดชื่น และยังเป็นผลดีต่อระบบการหายใจ หลังอาบน้ำใช้ฝ่ามือตบเบาๆ ให้ทั่วตัว เพื่อกระตุ้นเซลล์ผิว และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ


 กลเม็ดเคล็ดลับการอาบน้ำเพื่อความงาม



1. ปัดถูร่างกายก่อนอาบใช้แปรงขนนุ่มแห้งและสะอาดถูตัว โดยเน้นข้อศอก, เข่า, ส้นเท้า, เท้า ทั้งนี้ หากไม่มีแปรง คุณก็สามารถใช้ผ้าขนหนูแห้งๆ ถู หรือขัดตัวได้ โดยการจับปลายผ้าทั้งสองข้าง แล้วขัดถูไปตามร่างกายจุดละประมาณ 20 ครั้ง (ไม่ต้องลงน้ำหนักมาก เพราะอาจจะเป็นการทำร้ายผิวอันบอบบางได้) เพื่อเป็นการขจัดคราบไคล ฝุ่น เซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก
2. ขัดผิวขณะอาบน้ำ
แยกผลิตภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ให้เป็นสัดส่วน ดังนี้
- ผลิตภัณฑ์ Scrub สามารถใช้ได้ทั่วทุกส่วนของร่างกาย และใช้ได้ดีกับบริเวณผิวที่ละเอียดอ่อนอย่างหน้าอก, ลำคอ
- อุปกรณ์ประเภทฟองน้ำ, ใยสังเคราะห์ หรือแปรงขัดผิว จะเหมาะกับผิวแขน, ขา, ไหล่, หลัง เพราะคุณสามารถลงน้ำหนักบนผิวบริเวณดังกล่าวได้
- หินขัด, แผ่นขัดเท้า เหมาะกับจุดที่แห้งกร้าน
3. นวดและฉีดน้ำ
เมื่อตัวเปียกหรือมีฟองสบู่ ให้นวดไปมาวนเป็นวงกลมหรือยึดหลักเหมือนการนวดน้ำมัน เพื่อเป็นการผ่อนคลาย และหากคุณใช้ฝักบัวในการอาบน้ำ ให้เปิดน้ำแรงๆ ลงบนร่างกายโดยให้วนไปมารอบอก, ย้อนขึ้น-ลง บริเวณแขน-ขา เพื่อเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีเปล่งปลั่ง



ที่มาจาก COSMO Journey of LOVE



 

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความหมายและคุณค่าของคำว่า "ครู"
ในวิถีชีวิตของสังคมไทย




ความหมาย
       

     ครู มาจากคำว่า “ครุ” แปลว่า หนัก อันเป็นความหมายแต่โบราณ

      ครู มาจากคำว่า “ครุ” แปลว่า หนัก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษกำหนดให้บุคคลที่ทำหน้าที่ในการ สืบทอด และถ่ายทอด องค์ความรู้จากภายนอกที่มองเห็น ความรู้จากภายใน อีกทั้งทำความรู้ให้กระจ่าง และเป็น ผู้มีหน้าที่ สร้างบุคคลให้มีคุณภาพทั้งวิชาการ คุณธรรม จริยธรรม สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างมีความสุข และเป็นกัลยาณมิตร



คุณค่าของความเป็นครู
       

     คุณค่า คือ การเห็นความสำคัญ และให้ค่าของสิ่งนั้น ซึ่งมองจากภายนอกเข้าสู่ภายใน
 

ความหมายของครูเป็นรูปธรรม
 
คุณค่าของความเป็นครูเป็นนามธรรม
       
- ครูมีคุณค่าในความเป็นปูชนียบุคคล
        - ครูเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ
        - ครูเป็นวิศวกรแห่งชีวิต
        - ครูเป็นผู้ให้ความผูกพัน
        - ครูเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนต่อตนเองมากไปกว่าการได้เห็นศิษย์ถึงจุดหมาย
        - ครูเป็นผู้ซึ่งมีความดี ความงาม ซึ่งแสดงออกโดย กาย วาจา ใจ อย่างบริสุทธิ์ใจ
        - ครูเป็นผู้สืบทอด และถ่ายทอดวัฒนธรรม
        - ความเป็นครู มองจากภายนอก (คนเป็นครู) เพื่อให้เห็นหน้าที่ของ ครู
        - ครูเป็นผู้อบรม บ่ม เพาะ สั่งสอน

        เมื่อเรามองพฤติกรรมของครู เราจึงจะกำหนดคุณค่าของความเป็นครูได้ โดยมองทางกาย(พฤติกรรม การกระทำ) ทางวาจา อันเป็นสิ่งสะท้อนจากใจ อันเป็นความดี ความงามของบุคคล
           


           

ใครคือครูครูคือใครในวันนี้
ใช่อยู่ที่ปริญญามหาศาล
ใช่อยู่ที่เรียกว่าครูอาจารย์
ใช่อยู่นานสอนนานในโรงเรียน

ครูคือผู้ชี้นำทางความคิด
ให้รู้ถูกรู้ผิดคิดอ่านเขียน
ให้รู้ทุกข์รู้ยากรู้พากเพียร
ให้รู้เปลี่ยนแปลงสู้รู้สร้างงาน

ครูคือผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์
ให้สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉาน
ครูคือผู้สั่งสมอุดมการณ์
มีดวงมานเพื่อมวลชนใช่ตนเอง

ครูจึงเป็นนักสร้างผู้ใหญ่ยิ่ง
สร้างคนจริงสร้างคนกล้าสร้างคนเก่ง
สร้างคนให้ได้เป็นตัวของตัวเอง

                                              



Quote


Give a man a fish,
and you  feed him for a day,
teach a man a fish,
and you feed him for a life time.

                                                                   from   Teacher   Greg.
  


 กาล หรือ Tense คืออะไร 


 

กาล หรือ Tense ก็คือรูปของคำกริยาซึ่งแสดงให้เห็นเวลาและความต่อเนื่อง หรือความสมบูรณ์ของการกระทำ หรือ สภาวะที่แสดงออกโดยกริยา ซึ่งแบ่งออกเป็นหลักใหญ่ ๆ ได้ 3 กาล คือ

1. ปัจจุบันกาล (Present Tense)
2. อดีตกาล (Past Tense)
3. อนาคตกาล (Future Tense)


โครงสร้างประโยคสำหรับแต่ละ Tense

1.Present Tense (ปัจจุบันกาล)



1.1)Present Simple Tense (ปัจจุบันกาลธรรมดา)
Structure :Subject + Verb1


Example: He  speak.

1.2)Present Continuous Tense
(ปัจจุบันกาลกำลังกระทำอยู่)
 Structure : Subject + is,am,are + Verb-ing
           
 Example: He is speaking.

1.3)Present Perfect Tense(ปัจจุบันกาลสมบูรณ์)
Structure : Subject + has,have + Verb3


Example: He has been speaking.


2.Past Tense (อดีตกาล)


2.1) Past Simple Tense(อดีตกาลธรรมดา)
Structure : Subject + Verb2


Example: He spoke.


2.2) Past Continuous Tense
(อดีตกาลกำลังกระทำอยู่)
Structure : Subject + was,were + Verb-ing


Example: He was speaking.


2.3) Past Perfect Tense(อดีตกาลสมบูรณ์)
Structure : Subject + had + Verb3



Example: He had spoken.

2.4) Past Perfect Continuous Tense
(อดีตกาลสมบูรณ์แต่กำลังกระทำอยู่)
Structure : Subject + had been + Verb-ing


Example: He had been speaking.


3.Future Tense (อนาคตกาล)




3.1) Future Simple Tense(อนาคตกาลธรรมดา)
Structure : Subject + will,shall + Verb1



Example : He will speak.



3.2) Future Continuous Tense
(อนาคตกาลกำลังกระทำอยู่)
Structure : Subject + will,shall + be + Verb-ing



Example: He will be speaking.



3.3) Future Perfect Tense(อนาคตกาลสมบูรณ์)
Structure : Subject + will,shall + have + Verb3



Example: He will have spoken.


3.4) Future Perfect Continuous Tense
(อนาคตกาลสมบูรณ์แต่กำลังกระทำอยู่)
Structure : Subject + will,shall + have + been

+ Verb-ing


Example: He will have been speaking.

9 เคล็ดลับในการทำข้อสอบ



1. มีความตั้งใจแน่วแน่     
 มีความเชื่อมั่นในตัวเอง สร้างกำลังใจในการอ่านหนังสือ เอาชนะความเกียจคร้าน
2. วิเคราะห์ตัวเอง
     วิเคราะห์ว่าเรามีความชอบและมีความถนัดในสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ 3 อันดับ โดยเลือกตามความถนัดของตัวเอง ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม
3. วิเคราะห์สาขาวิชาที่จะสอบ    

 วิเคราะห์สาขาวิชาที่ชอบนั้นว่าเรามีพื้นฐานความรู้ในสาขานั้นๆมากพอที่จะสอบติดหรือไม่ มีเวลาอ่านหนังสือพอหรือเปล่า แล้วสาขาวิชากนั้นมีการแข่งขันสูงแค่ไหน แล้วประเมินตัวเองตามความเหมาะสม ถ้าอันดับ 1 ที่เลือกไว้นั้นเป็นไปไม่ได้ ก็มุ่งไปที่อันดับ 2 หรือ 3
4. การเตรียมความพร้อม     

เตรียมตัวอ่านหนังสือ หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ หาอาจารย์หรือเพื่อนที่คนเก่งๆ มาติว เตรียมห้อง และอุปกรณ์สำหรับการอ่านหนังสือ
5. วางแผนการใช้ชีวิต
     ลองออกแบบชีวิตตัวเองดูว่า ในวันหนึ่งเราจะทำอะไรบ้าง อะไรที่จำเป็นและอะไรที่ไม่จำเป็น พยายามใช้เวลาในการอ่านหนังสือให้มากที่สุด
6. วางแผนการอ่านหนังสือ
     เริ่มต้นวางแผนว่าจะเลือกอ่านวิชาไหนก่อน ควรเลือกอ่านวิชาที่ชอบหรือถนัดก่อน เลือกทำข้อสอบหรือแบบฝึกหัดจากง่ายก่อน เพื่อเป็นสร้างกำลังใจในการอ่านวิชาต่อไป ซึ่งต้องวางแผนการอ่านให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เหลือของการสอบ
7. งดกิจกรรมอื่นๆ ชั่วคราว    

 สร้างกฏเหล็กให้กับตัวเอง เช่น เลิกเล่นเกม เลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกchat msn เลิกเม้น hi5 เลิกคุยโทรศัพท์นานๆ ชั่วคราว แต่อาจผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกาย หรือการนั่งสมาธิ
8. เทคนิคการอ่านหนังสือ
     อย่าปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่าง อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส  พกหนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที  พยายามจดโน้ตสาระสำคัญไว้ ไม่ควรนอน กินขนม ฟังเพลง ดูทีวี พร้อมๆกับการอ่านหนังสือ  ควรใช้สมาธิในการอ่านอย่างเดียว
9. สร้างกำลังในให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง  
   ในช่วงเวลาของการอ่านหนังสือ เราจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ความขี้เกียจ ง่วง ความกังกล ความเบื่อหน่าย ต้องหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่นการออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพักแล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ พยายามเชื่อมั่นว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา

 รู้เคล็ดลับแล้วก็ลองมาทำ

แบบทดสอบTense กันนะคะ


                 


 

 แบบทดสอบTense

Present Simple Tense
Choose the correct answer.
  1. She ___ four languages.
    a. speak
    b. speaks

     
  2. Jane is a teacher. She ___ French.
    a. teach
    b. teaches

     
  3. When the kettle ___, will you make some tea?
    a. boil
    b. boils

     
  4. I always ___ the window at night because it is cold.
    a. close
    b. closes

     
  5. Those shoes ___ too much.
    a. cost
    b. costs

     
  6. The food in Japan is expensive. It ___ a lot to live there.
    a. cost
    b. costs

     
  7. His job is great because he ___ a lot of people.
    a. meet
    b. meets

     
  8. He always ___ his car on Sundays.
    a. wash
    b. washes

     
  9. My watch is broken and it ___ to be fixed again.
    a. need
    b. needs
     
10.I ___ to watch movies.
      a. love
      b. loves

 

Present Continuous Tense
1. He……….driver a car now.
a.   be
b.   is
c.   am
d.   are

2. You……….drinking orange at this time
a.   be
b.   is
c.   am
d.   are

3. It……….barking at the moment
a.   be
b.   is
c.   am
d.   are

4. David……….(listen) to music now.
a. listen
b. listens
c. is listening
d. are listening

5. Kate……….(eat) some fish at this moment
a. is eating
b. are eating
c. eats
d. eat

6 .Adam and Mary ……….(rum) in the garden now.
a. is running
b. runs
c. are running
d. run

7. A : What is she doing right now ?
B : …………………………………………
a.   She is riding a bicycle right now.
b.   She is driving a car right now.
c.   She is sitting right now.
d.   They are driving a car right now.

8. A : what are they doing now ?
……………………………………………
a.   They are running now.
b.   They are having a picnic now.
c.   They are playing football now.
d.   They are walking in the field now

9. A :…………………………………..
B : They are watching a flower now.
a.   What is he doing now ?
b.   What are you doing now ?
c.   What are they doing now ?
d.   What am I doing now ?

10 . A : ……………………………….
B : He is playing the piano at the moment
a.   What is she doing at the moment ?
b.   What is he doing at the moment ?
c.   What are they doing at the moment ?
d.   What are you doing at the moment ?

 Present PerfectTense



Put the verbs into the correct form (present perfect simple).
  1. I (not / work) today.
  2. We (buy) a new lamp.
  3. We (not / plan) our holiday yet.
  4. Where (be / you) ?
  5. He (write) five letters.
  6. She (not /see) him for a long time.
  7. (be / you) at school?
  8. School (not / start) yet.
  9. (speak / he) to his boss?
  10. No, he (have / not) the time yet. 

 Present Simple, Present Continuous , Present Perfect and Present Perfect Continuous1. Water..(boil)....at 100 degrees C.
boils has boiled is boiling has been boiling

2. Mother...(cook)....dinner at present.
cooks is cooking has cooked has been cooking

3. ....(you hear)....someone whispering?
Are you hearing Have you heard Have you been hearing Do you hear
have is having have had have been having

5. I...(read)...this novel since this morning and I am still reading it now.
read am reading have read have been reading

6. I..(plan)...to study my English lesson tonight.
plan am planning have planned have been planning
read am reading have read have been reading

8. I...(work)...for eight hours and now I'll stop.
work am working have worked have been working
Do you have Are you having Have you had Have you been having

10. I...(wear)... a hat today because the sun is very hot.
wear am wearing have worn have been wearing



 


9. ...(you have)...dinner yet?
7. I...(read)....this book for several times.
4. I ...(have)...no news of him since he left.